วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การทำโต๊ะทำอย่างไร

การทำโต๊ะงานไม้ มีขั้นตอนที่ค่อนข้างต้องใช้เวลา แต่ก็พอจะแบ่งได้เป็นกลุ่มง่าย3กลุ่มคือ

ขนาดโต๊ะ : กว้าง 70 ซม. ยาว 150 ซม. สูง 80 ซม.

ประเภทไม้ : ไม้ยางพารา

1 แผงขา - 2แผง
นำขาทั้ง4ขามาทำเดือย โดยใช้เครื่องเลื่อย หรือใช้สิ่วและเลื่อยก็สามารถทำเดือยได้เช่นเดียวกันขึ้นอยู่กับว่ามีเครื่องมือใด

เจาะรู12มม ที่ขาเพื่อร้อยน็อตยึดยันขาเข้ากับแผงขา(ทำรอไว้ก่อน)และบากร่องเพื่อเป็นบ่ารับยันขาเอาไว้ก่อนเลย

นำขาล่างมาแต่งโค้งตามรูปทรงด้วยเครื่องขัดกระดาษทราย

จากนั้นก็มาทำร่องเดือยด้วยสิ่วหรือเครื่องเจาะเหลี่ยม หรือเร้าเตอร์ก็ทำได้เช่นกัน

ก็จะได้ชิ้นส่วนครบและพร้อมเพื่อประกอบ

ทดลองประกอบแบบยังไม่ต้องใส่กาวเพื่อตรวจเช็คว่ามีปัญหาใดบ้าง เพื่อสามารถแก้ไขได้ทัน

เมื่อได้เดือยและทำร่องเดือยแล้วก็นำมาประกอบเข้าด้วยกัน(ควรทดลองสวมดูก่อน) การทากาวทาให้ทั่ว และไม่มากจนเลอะเทอะใช้กาวลาเท็กซ์หรือกาวผงก็ตามสะดวก

ประกอบเข้าด้วยกันด้วยแม่แรง วัดเส้นทแยงมุมจับฉาก และเช็ดกาวออกทันทีด้วยผ้าชุบน้ำแห้งหมาด

มั่นใจว่าได้ฉาก ก่อนตอกสลักเดือย

จากนั้นเป็นการยึดเดือยให้แข็งแรงโดยการเจาะเพื่อตอกสลักเดือยป้องกันเดือยหลุดหรือโยก

ตอกสลักเดือยเส้นผ่าศูนย์กลาง 10มม ทะลุผ่านและตัดออกด้วยเลื่อยลอ

จะได้แผงขาที่ประกอบแล้ว 2 แผง

การทำชุดหน้าโต๊ะ

เตรียมกรอบ พนังยาว-สั้น และทำการยึดเข้าด้วยกันด้วยเกลียวปล่อย 1 1/2นิ้ว #8 ทากาวลาเท็กซ์ และเช็ดกาวออกด้วยผ้าชุบน้ำหมาดทั้งนี้ต้องเช็คขนาดหน้าโต๊ะก่อนที่จะประกอบจริง

เจาะดอกผ่านเพื่อยึดคานเข้ากับหน้าโต๊ะ พร้อมกับผายปากด้วยสว่าน 10มม (เพื่อให้หัวเกลียวปล่อยฝังเข้ายังด้านใน)

ทาด้วยกาวลาเท็กซ์และทำการยึดเข้ากับหน้าโต๊ะ ดลอดแนว

ไสปรับขอบโต๊ะด้วยกบผิว แล้วขัดแต่งให้เสมอด้วยเครื่องขัดกระดาษทราย #60

การติดปากกาไม้

เตรียมก้อนปากกาที่ต้องเพลาะไม้ให้หนา 5-6 ซม และชุดปากกาเหล็ก

เตรียมเจาะเหล็กประคอง (บางที่ใช้ตัวประคองไม้)โดยใช้ดอกใบพายให้มีระยะหลวมเล็กน้อย(อย่าให้คับเกินไป)

ตอกเหล็กประคองเข้ากับก้อนปากกา(สวมอัด)ส่วนที่เห็นเป็นรูนั่นคือรูที่ใส่ปากกาเหล็ก

ยึดปากกาโดยไขตะปูเกลียวที่เหล็กประกับ เข้ากับก้อนปากกาไม้

นำชุดก้อนปากกาประกอบกับชุดประคองปากกาเหล็ก ทดลองหมุนดูก่อน

นำมาประกอบกับชุดหน้าโต๊ะ

ทดสอบการทำใช้ปากกา เช่นการไสกบ



ก็จะได้โต๊ะทำงานไม้ หรือโต๊ะเอนกประสงค์ที่มีความแข็งแรงมาก ส่วนสีก็เลือกทำกันตามใจชอบ สีธรรมชาติ สีย้อม หรือลงน้ำมันรักษาเนื้อไม้ ก็ตามใจชอบ



2 ยันขา - 2ตัว

3 หน้าโต๊ะ - 1ชุด

การทำชุดแผงขา

ดนตรีไทยมีทั้งหมดกี่ชิ้น

ในสมัยกรุงสุโขทัย ดนตรีไทยมีลักษณะเป็นการขับลำนำ และร้องเล่น วรรณคดี "ไตรภูมิพระร่วง" กล่าวถึงเครื่องดนตรี ได้แก่ ฆ้อง กลอง ฉิ่ง แฉ่ง (ฉาบ) บัณเฑาะว์ พิณ ซอ ปี่ไฉน ระฆัง กรับ และกังสดาล

สมัยกรุงศรีอยุธยา มีวงปี่พาทย์ที่ยังคงรูปแบบปี่พาทย์เครื่องห้าเหมือนเช่นสมัยกรุงสุโขทัย แต่เพิ่มระนาดเอกเข้าไป นับแต่นั้นวงปี่พาทย์จึงประกอบด้วย ระนาดเอก ปี่ใน ฆ้องวงใหญ่ กลองทัด ตะโพน ฉิ่ง ส่วนวงมโหรีพัฒนาจากวงมโหรีเครื่องสี่ เป็นมโหรีเครื่องหก เพิ่มขลุ่ย และรำมะนา รวมเป็นมี ซอสามสาย กระจับปี่ ทับ (โทน) รำมะนา ขลุ่ย และกรับพวง

ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เริ่มจากรัชกาลที่ 1 เพิ่มกลองทัดเข้าวงปี่พาทย์อีก 1 ลูก รวมเป็น 2 ลูก ตัวผู้เสียงสูง ตัวเมียเสียงต่ำ รัชกาลที่ 2 ทรงพระปรีชาสามารถการดนตรี ทรงซอสามสาย คู่พระหัตถ์คือซอสายฟ้าฟาด และทรงพระราชนิพนธ์เพลงไทย บุหลันลอยเลื่อน รัชสมัยนี้เกิดกลองสองหน้าพัฒนามาจากเปิงมางของมอญ พอในรัชกาลที่ 3 พัฒนาเป็นวงปี่พาทย์เครื่องคู่ มีการประดิษฐ์ระนาดทุ้มคู่กับระนาดเอก และฆ้องวงเล็กให้คู่กับฆ้องวงใหญ่

รัชกาลที่ 4 เกิดวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่พร้อมการประดิษฐ์ระนาดเอกเหล็ก และระนาดทุ้มเหล็ก รัชกาลที่ 5 สมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ทรงคิดค้นวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ประกอบการแสดงละครดึกดำบรรพ์ ในรัชกาลที่ 6 นำวงดนตรีของมอญเข้าผสมเรียกวงปี่พาทย์มอญโดยหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) มีการนำอังกะลุงเข้ามาเผยแพร่เป็นครั้งแรก และนำเครื่องดนตรีต่างชาติ เช่น ขิม ออร์แกนของฝรั่งมาผสมเป็นวงเครื่องสายผสม แล้วจึงเป็นดนตรีไทยที่เราได้เห็นจนถึงปัจจุบันนี้ ทั้งความแตกต่างระหว่างวงต่างๆ ผู้ประพันธ์ท่านต่างๆ

[แก้] ลักษณะลักษณะการประสานเสียงของดนตรีไทยตามแบบโบราณนั้น ใช้หลัก อาศัยสีเสียง (Tone color) ของเครื่องดนตรีเป็นเครื่องแยกแต่ละแนวทำนอง คือให้เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นประสานเสียงกันแบบแนวนอน คือให้เสียงลูกตกตรงกัน มากกว่าประสานแบบแนวตั้งที่อาศัยคอร์ด (chord) เป็นพื้นฐานหลักตามแบบสากล

[แก้] ลีลาดนตรีไทยลีลาเครื่องดนตรีไทย หมายถึงท่วงท่าหรือท่วงทำนองที่เครื่องดนตรีต่างๆได้บรรเลงออกมา สำหรับลีลาของเครื่องดนตรีไทยแต่ละเครื่องที่เล่นเป็นเพลงออกมา บ่งบอกถึงคุณลักษณะและพื้นฐานอารมณ์ที่จากตัวผู้เล่น เนื่องมาจากลีลาหนทางของดนตรีไทยนั้นไม่ได้กำหนดกฏเกณฑ์ไว้ตายตัวเหมือนกับดนตรีตะวันตก หากแต่มาจากลีลาซึ่งผู้บรรเลงคิดแต่งออกมาในขณะเล่น เพราะฉะนั้นในการบรรเลงแต่ละครั้งจึงอาจมีทำนองไม่ซ้ำกัน แต่ยังมี ความไพเราะและความสอดคล้องกับเครื่องดนตรีอื่นๆอยู่

ลักษณะเช่นนี้ได้อิทธิพลมาตั้งแต่สมัยโบราณ ที่มี"กฎเกณฑ์" อยู่ที่การวาง "กลอน" ลงไปใน "ทำนองหลัก" ในที่นี้ หมายถึงในเพลงไทยเดิมนั้นเริ่มต้นด้วย "เนื้อเพลงแท้ๆ" อันหมายถึง "เสียงลูกตก" ก่อนที่จะปรับปรุงขึ้นเป็น "ทำนองหลัก" หรือที่เรียกว่า "เนื้อฆ้อง" อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งในชั้นเนื้อฆ้องนี้ส่วนใหญ่จะยังคงเป็นทำนองห่างๆ ยังไม่มีความซับซ้อนมาก แต่ยังกำหนดลักษณะในการเล่นไว้ให้ผู้บรรเลงแต่ละคนได้บรรเลงด้วยลีลาเฉพาะของตนในกรอบนั้นๆ โดยลีลาที่กล่าวมาก็หมายถึง "กลอน" หรือ "หนทาง" ต่างๆที่บรรเลงไปนั่นเอง

[แก้] วงดนตรีไทยดนตรีไทยมักเล่นเป็นวงดนตรี มีการแบ่งตามประเภทของการบรรเลงที่เป็นระเบียบมาแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบันเป็น 3 ประเภท คือ

วงปี่พาทย์
ประกอบด้วยเครื่องตีเป็นสำคัญ เช่น ฆ้อง กลอง และมีเครื่องเป่าเป็นประธานได้แก่ ปี่ นอกจากนั้นเป็นเครื่อง วงปี่พาทย์ยังแบ่งไปได้อีกคือ วงปี่พาทย์ชาตรี,วงปี่พาทย์ไม้แข็ง,วงปี่พาทย์เครื่องห้า,วงปี่พาทย์เครื่องคู่,วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่,วงปี่พาทย์ไม้นวม,วงปี่พาทย์มอญ,วงปี่พาทย์นางหงส์

วงเครื่องสาย
เครื่องสาย ได้แก่ เครื่องดนตรี ที่ประกอบด้วยเครื่องดนตรีที่มีสายเป็นประธาน มีเครื่องเป่า และเครื่องตี เป็นส่วนประกอบ ได้แก่ ซอด้วง ซออู้ จะเข้ เป็นต้น ปัจจุบันวงเครื่องสายมี 4 แบบ คือ วงเครื่องสายเครื่องเดี่ยว,วงเครื่องสายเครื่องคู่,วงเครื่องสายผสม,วงเครื่องสายปี่ชวา

วงมโหรี
ในสมัยโบราณเป็นคำเรียกการบรรเลงโดยทั่วไป เช่น "มโหรีเครื่องสาย" "มโหรีปี่พาทย์" ในปัจจุบัน มโหรี ใช้เป็นชื่อเรียกเฉพาะวงบรรเลงอย่างหนึ่งอย่างใดที่มีเครื่อง ดีด สี ตี เป่า มาบรรเลงรวมกันหมด ฉะนั้นวงมโหรีก็คือวงเครื่องสาย และวงปี่พาทย์ ผสมกัน วงมโหรีแบ่งเป็น วงมโหรีเครื่องสี่,วงมโหรีเครื่องหก,วงมโหรีเครื่องเดี่ยว หรือ มโหรีเครื่องเล็ก,วงมโหรีเครื่องคู่

[แก้] เครื่องดนตรีไทยเครื่องดนตรีไทยแบ่งตามลักษณะการทำให้เกิดเสียงได้เป็น 4 ประเภท คือ ดีด สี ตี เป่า

[แก้] เครื่องดีดจะเข้
กระจับปี่
เต้า
พิณ
ซึง
[แก้] เครื่องสีซอด้วง
ซอสามสาย
ซออู้
สะล้อ
ซอแฝด
รือบับ
ซอกันตรึม
[แก้] เครื่องตีกรับ ได้แก่ กรับพวง และ กรับเสภา
ระนาด ได้แก่ ระนาดเอก,ระนาดทุ้ม,ระนาดเอกมโหรี,ระนาดทุ้มมโหรี,ระนาดเอกเหล็ก,ระนาดทุ้มเหล็ก,ระนาดแก้ว
ฆ้อง ได้แก่ ฆ้องมโหรี,ฆ้องมอญ,ฆ้องวงใหญ่ ,ฆ้องวงเล็ก,ฆ้องโหม่ง,ฆ้องกระแต,ฆ้องระเบ็ง
ขิม
ฉาบ
ฉิ่ง
กลอง ได้แก่ กลองแขก,กลองมลายู,ตะโพน,ตะโพนมอญ,กลองทัด,กลองตุ๊ก,กลองยาว,มโหระทึก,บัณเฑาะว์,โทน,รำมะนา,โทนชาตรี,กลองสองหน้า,เปิงมางคอก,กลองมังคละ
[แก้] เครื่องเป่าขลุ่ย ได้แก่ ขลุ่ยหลิบ,ขลุ่ยเพียงออ,ขลุ่ยอู้
ปี่ ได้แก่ ปี่ใน,ปี่นอก,ปี่ไฉน,ปี่ชวา,ปี่มอญ

[แก้] เพลงดนตรีไทยแบ่งได้เป็น 4 แบบคือ

เพลงหน้าพาทย์ ได้แก่ เพลงที่บรรเลงประกอบกิริยาเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทั้งของมนุษย์ ของสัตว์ ของวัตถุต่าง ๆ และอื่น ๆ
เพลงรับร้อง ที่เรียกว่าเพลงรับร้องก็ด้วยบรรเลงรับจากการร้อง คือ เมื่อคนร้องได้ร้องจบไปแล้วแต่ละท่อน ดนตรีก็ต้องบรรเลงรับในท่อนนั้น ๆ โดยมากมักเป็นเพลงอัตรา 3 ชั้นและเพลงเถา เช่น เพลงจระเข้หางยาว 3 ชั้น เพลงสี่บท 3 ชั้น และเพลงบุหลันเถา เป็นต้น
เพลงละคร หมายถึงเพลงที่บรรเลงประกอบการแสดงโขน ละคร และมหรสพต่าง ๆ ซึ่งหมายเฉพาะเพลงที่มีรัองและดนตรีรับเท่า นั้น เพลงละครได้แก่เพลงอัตรา 2 ชั้น เช่น เพลงเวสสุกรรม เพลงพญาโศก หรือชั้นเดียว เช่น เพลงนาคราช เพลงตะลุ่มโปง เป็นต้น
เพลงเบ็ดเตล็ด ได้แก่ เพลงเล็ก ๆ สั้น ๆ สำหรับใช้บรรเลงเป็นพิเศษ เช่น บรรเลงต่อท้ายเพลงใหญ่เป็นเพลงลูกบท หรือเพลงภาษา ต่าง ๆ ซึ่งบรรเลงเพื่อสนุกสนาน

การตกแต่งห้องน้ำ

การตกแต่งห้องน้ำ
ปัจจุบันห้องน้ำก็เป็นเช่นเดียวกับห้องอื่นๆ ภายในบ้านที่ต้องได้รับการตกแต่ง เพราะถือว่าห้องน้ำเป็นห้องที่สำคัญที่ทุกคนต้องเข้ามาใช้งาน กิจกรรมภายในห้องน้ำอาจทำให้เกิดกลิ่น หรือสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ ทำให้บางครั้งผู้ใช้งานอาจเกิดความไม่พึงพอใจขณะใช้งานในห้องน้ำ ในปัจจุบันมีการตกแต่งห้องน้ำด้วยวิธีการที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อเพิ่มความพึงพอใจในการใช้งาน ย่อมทำให้ทุกคนมีความสุขขณะที่อาบน้ำหรือขณะที่กำลังใช้งานสุขภัณฑ์ก็ย่อมทำให้เกิดความสบายใจได้ ห้องน้ำในปัจจุบันได้รับการเอาใจใส่และการตกแต่งเพิ่มมากขึ้น โดนเฉพาะการตกแต่งให้สอดคล้องกับธรรมชาติ เช่น การนำกระถางต้นไม้มาประดับภายในห้องน้ำ มีการนำงานแกะสลัก ภาพวาดมาตั้งภายในห้องน้ำเพื่อทำให้ห้องน้ำดูสวยงามน่าใช้เพิ่มมากขึ้น มีการวางวัสดุที่ให้กลิ่นหอมเพื่อเป็นการทำอโรมาเธอราปีเพื่อให้เกิดความสบายใจและผ่อนคลาย แต่สำหรับบ้านที่มีห้องน้ำคับแคบ หรือเป็นห้องน้ำภายในห้องนอนที่ไม่ได้มีพื้นที่กว้างมากนัก การตกแต่งมักจะออกไปในแนวการเลือกวัสดุสำหรับการทำห้องน้ำ เช่น การเลือกกระจก ลวดลายของกระจก ลวดลายของกระเบื้อง การเลือกม่านมู่ลี่ แสงไฟที่มักจะเลือกให้มีสีสบายตาช่วยให้เกิดการผ่อนคลายอย่างแท้จริง

พระพุทธรูปทำมาจากอะไร

ประติมากรรมไทย หมายถึง ผลงานศิลปะที่แสดงออกโดยกรรมวิธี การปั้น การแกะสลัก การหล่อ หรือการประกอบเข้าเป็นรูปทรง 3 มิติ ซึ่งมีแบบอย่างเป็นของไทยโดยเฉพาะ วัสดุที่ใช้ในการสร้างมักจะเป็น ดิน ปูน หิน อิฐ โลหะ ไม้ งาช้าง เขาสัตว์ กระดูก ฯลฯ

ผลงานประติมากรรมไทย มีทั้งแบบ นูนต่ำ นูนสูง และลอยตัว งานประติมากรรมนูนต่ำและนูนสูงมักทำเป็นลวดลายประกอบกับสถาปัตยกรรม เช่นลวดลายปูนปั้น ลวดลายแกะสลักประดับตามอาคารบ้านเรือน โบสถ์ วิหาร พระราชวัง ฯลฯ นอกจากนี้ ยังอาจเป็นลวดลายตกแต่งงานประติมากรรมแบบลอยตัวด้วย

สำหรับงานประติมากรรมแบบลอยตัว มักทำเป็นพระพุทธรูป เทวรูป รูปเคารพต่างๆ (ศิลปะประเภทนี้จะเรียกว่า ปฏิมากรรม) ตุ๊กตาภาชนะดินเผา ตลอดจนถึงเครื่องใช้ต่างๆ ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปตามสกุลช่างของแต่ละท้องถิ่น หรือแตกต่างกันไปตามคตินิยมในแต่ละยุคสมัย โดยทั่วไปแล้วเรามักศึกษาลักษณะของสกุลช่างที่เป็นรูปแบบของศิลปะสมัยต่างๆ ในประเทศไทยจากลักษณะของพระพุทธรูป เนื่องจากเป็นงานที่มีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จัดสร้างอย่างประณีตบรรจง ผู้สร้างมักเป็นช่างฝีมือที่เชี่ยวชาญที่สุดในท้องถิ่นหรือยุคสมัยนั้น และเป็นประติมากรรมที่มีวิธีการจัดสร้างอย่าง ศักดิ์สิทธิ์เปี่ยมศรัทธา ลักษณะของประติมากรรมของไทยในสมัยต่างๆ สามารถลำดับได้ดังนี้

ศิลปะทวารวดี
ศิลปะศรีวิชัย
ศิลปะลพบุรี
ศิลปะล้านนา

ความเป็นมาของคำราชาศัพท์


ราชาศัพท์ เป็นระเบียบการใช้คำพูดของไทยให้สุภาพตามชั้นของบุคคลซึ่งแบ่งเป็นห้าชั้น ได้แก่ 1) พระราชา 2) เจ้านาย หรือพระราชวงศ์ 3) พระสงฆ์ของศาสนาพุทธ 4) ข้าราชการ และ 5) สุภาพชนทั่วไป

ความเห็นของนักภาษาศาสตร์ไทยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพมีลายพระหัตถ์ไปถึงพลเอกสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ว่า "...ราชาศัพท์ดูเป็นคำที่ผู้เป็นบริวารชนใช้สำหรับผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่...มีเค้าจะสังเกตในคำจารึกและหนังสือเก่าเห็นได้ว่า ราชาศัพท์ใช้ในกรุงศรีอยุธยาดกกว่าที่อื่น ยิ่งเหนือขึ้นไป (หมายถึง ในสมัยก่อนอยุธยา) ยิ่งใช้น้อยลงเป็นลำดับ" โดยทรงสันนิษฐานด้วยว่า ราชาศัพท์เกิดขึ้นในอาณาจักรละโว้สมัยที่เขมรปกครอง ส่วนในประเทศไทยในนั้นน่าจะริเริ่มแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถซึ่งกวาดต้อนชาวเขมรเข้ามาเป็นชนชั้นล่างในราชอาณาจักรอยุธยามาก ราชาศัพท์ในไทยจึงเป็นคำที่ชนชั้นล่างใช้แก่ชนชั้นสูงกว่า และยังแสดงพระวิจารณ์อีกว่า "...เมื่อแรกตั้งราชาศัพท์ ภาษาที่ใช้กันในพระนครศรีอยุธยายังสำส่อน เลือกเอาศัพท์ที่เข้าใจกันมากมาใช้ และ...ในครั้งแรกจะไม่มีมากมายนัก ต่อมาภายหลังจึงคิดเพิ่มเติมขึ้นด้วยเกิดคิดเห็นว่าของเจ้าควรจะผิดกับของไพร่ให้หมด..." [1]

พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ราชบัณฑิต มีพระปาฐกถาเรื่อง "กถาเรื่องภาษา" ว่า "...นอกจากคำพูดและวิธีพูดทั่วไปแล้ว ยังมีคำพูดและวิธีพูดสำหรับชนเฉพาะหมู่เฉพาะเหล่าอีกด้วย เช่น ราชาศัพท์ของเรา เป็นต้น ฝรั่งไม่มีราชาศัพท์เป็นคำตายตัว แต่มีวิธีพูดยกย่องชั้นพระมหากษัตริย์หรือชั้นผู้ดีเหมือนกัน แต่วิธีพูดเช่นนี้ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว โดยมากมักจะเป็นวิธีพูดอย่างสุภาพเท่านั้นเอง"[2

ประวัติของวัดพระแก้ว

พระบรมมหาราชวัง เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหารัตนปฏิมากรหรือพระแก้วมรกต ภายในวัดพระแก้วนี้มีสิ่งสำคัญและสวยงามอยู่มากมาย เช่น
พระอุโบสถหรือโบสถ์ สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบไทย มีระเบียงเดินได้รอบพระอุโบสถ

ผนังอุโบสถสวยงามมากเป็นลายพุ่มข้าวบิณฑ์ปูนปั้นปิดทองประดับกระจก ซุ้มประตูหน้าต่างเป็นทรงมณฑปปิดทองประดับกระจก บานประตูหน้าต่างทั้งหมดประดับมุกโดยฝีมือช่างในสมัยรัชกาลที่ ๑ ภายในพระอุโบสถนี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่สำคัญคู่บ้านคู่เมือง เป็นที่เคารพนับถือของชาวไทย คือ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือที่คนไทยรียกกันจนติดปากว่า พระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ซึ่งแกะสลักมาจากหยกสีเขียวเข้มที่มีค่าและหายากมาก ถ้าใครเคยไปแถวสนามหลวง จะมองเห็นกำแพงยาวสีขาวล้อมรอบวัดอยู่วัดหนึ่ง ซึ่งเป็นวัดที่ใหญ่โตและสวยงามมากทีเดียว ทราบไหมว่าเป็นสัตว์อะไร ก็วัดพระแก้วหรือวัดพระศรีรัตนศาสดารามนั่นไง เรามาดูกันดีกว่าวัดนี้มีความสำคัญและมีประวัติความเป็นมากันอย่างไร

วัดพระแก้ว เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในเขตพระบรมมหาราชวัง จึงทำให้มีลักษณะที่แปลกกว่าวัดอื่นๆ คือ ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ในวัดนี้เลยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดให้สร้างวัดนี้ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ พร้อมกับหลายคนคงเคยไปนมัสการพระแก้สมรกตกันมาแล้ว เคยสังเกตไหมว่าพระแก้วมรกตจะมีเครื่องทรงที่แตกต่างกันไปในแต่ละฤดู ทราบหรือไม่ว่ามีเครื่องทรงฤดูอะไรบ้าง และจะเปลี่ยนเครื่องทรงเมื่อไร
เครื่องทรงของวัดพระแก้วมรกตมีเครื่องทรงฤดูร้อน เครื่องทรงฤดูฝน เครื่องทรงฤดูหนาว ซึ่งเครื่องทรงเหล่านี้ทำด้วยทองคำประดับเพชรและสิ่งมีค่าชนิดต่าง ๆ ถือเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญประการหนึ่งของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑

จนถึงรัชกาลปัจจุบันที่จะต้องเสด็จ ฯ ไปทรงเปลี่ยนเครื่องทรงประจำฤดูด้วยตนเองซึ่งกำหนดวันเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกตมีดังนี้
วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ เปลี่ยนเครื่องทรงฤดูหนาวเป็นเครื่องทรงฤดูร้อน
วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ เปลี่ยนเครื่องทรงฤดูหนาวเป็นเครื่องทรงฤดูฝน
วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ เปลี่ยนเครื่องทรงฤดูหนาวเป็นเครื่องทรงฤดูหนาว

ความเป็นมาของสนามหลวง

สนามหลวง มีมาแต่แรกสถาปนากรุึงรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลที่ 1 อยู่ระหว่างพระบรมมหาราชวัง (วังหลวง) กับพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เป็นบริเวณที่โล่ง จัดให้มีขึ้นอย่างสนามหน้าจักรวรรดิ ของพระนครศรีอยุธยา ใช้เป็นที่สร้างพระเมรุมาศ ถวายพระเพลิง พระบรมศพ พระมหากษัตริย์ และพระราชวงศ์ชั้นสูง คนทั่วไปจึงเรียกว่า "ทุ่งพระเมรุ" ถ้าไม่มีงานพระเมรุ ก็ปล่อยเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ราวหนองบึง ที่ชุมนุมของสัตว์เลื้อยคลาน เป็นอาหารของไพร่บ้านพลเมือง ที่ถูกเกณฑ์
บริเวณทุ่งพระเมรุนี้ เคยใช้เป็นที่ทำนาของหลวงด้วย ต่อรัชกาลที่ 4 โปรดฯ ให้เรียกว่า "ท้องสนามหลวง" เนื้อที่เดิม มีอยู่เพียงครึ่งเดียว ของปัจจุบัน เห็นได้จากแนวถนนผ่ากลาง ที่ตรงกับแนวถนน ระหว่างกำแพงวัดมหาธาตุ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นเขตวังหน้า แต่เดิม

แผนที่กรุงเทพฯ ทำในสมัยรัชกาลที่ 5 พื้นที่ว่างยังไม่เป็นรูปโค้ง "สนามหลวง" อย่างทุกวันนี้ แผนที่กรุงเทพฯ ทำในสมัยรัชกาลที่ 6 มองเห็นพื้นที่ว่างรูปโค้ง "สนามหลวง"

เมื่อยกเลิกวังหน้า ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ขยายเนื้อที่ออกไปอีกครึีงหนึ่ง แล้วแต่งเป็นรูปไข่ อย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ปลูกต้นมะขาม 2 แถว โดยรอบ เคยใช้เป็นสนามกอล์ฟ สนามแข่งว่าว สนามแข่งม้า และเป็นที่สวนสนาม และในสมัยหลังเคยใช้เป็นที่ติดตลาดนัดด้วย
สนามหลวง เคยมีชีวิตและวิญญาณทางการเมืองสมัยใหม่ เริ่มจากเป็นแหล่ง ไฮต์ปาร์ก แสดงความคิดเห็นทางการเมือง เป็นแหล่งชุมนุงหาเสียงทางการเมือง เป็นที่ชุมนุมการเคลื่อนไหวทางการเมือง ตั้งแต่ยุค 14 ตุลาคม 2516 ท้ายสุด ยังเป็นศูนย์ความรุนแรงทางการเมือง เมื่อ 6 ตุลาคม 2519


สนามหลวง (ภาพจาก กรุงเทพฯ 2489 - 2539 กรมศิลปากร, 2539

ความเป็นมาของสนามหลวง สมัยแรก ๆ มีอยู่ในงานค้นคว้าศึกษา ของเทพชู ทับทอง จะขอคัดสรุปย่อมาลงไว้ดังนี้

ครั้งถึงรัชกาลที่ 3 ไทยกับญวนมีเรื่องวิทวาทกันเกี่ยวกับดินแดนเขมร พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้มีการทำนาที่ท้องสนามหลวง เพื่อที่จะให้ญวนเห็นว่า ไทยเป็นบ้านเมืองที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร มีเสบียงอาหารพร้อมที่จะทำสงครามกับญวนได้เต็มที่ เพราะแม้แต่ข้าง พระบรมมหาราชวัง ก็มีการทำนากัน

สมัยนั้น ท้องสนามหลวง เป็นที่ลุ่มกว่าสมัยนี้ จึงเหมาะแก่การทำนาดังกล่าว ดังนั้น พอถึงฤดูทำนาก็มีการวิดน้ำเข้านา ก่อคันดินทำเป็นคันนา ต่อฤดูแล้ง แผ่นดินแห้งแล้ว ถ้ามีการเมรุ จึงให้ลบคันดินนั้นเสีย


งานพระเมรุ พระบาทสมเด็จ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ท้องสนามหลวง งานพระเมรุ ของพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

เรื่องการทำนาที่ท้องสนามหลวงนี้ จากบันทึกรับสั่ง ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชนานุภาพ ที่ประทานหม่อมราชวงศ์สุมนชาติ สวัสดิกุล ทรงบันทึกว่า "คงจะได้เค้ามาจากเรื่องมหานิบาต เรื่องมโหสถ ตอนข้าศึก มาล้อมพระนคร หวังจะให้อดตาย พระมโหสถเป็นบัณฑิต จึงเอาข้าวปลูกลงใน กระบอกไม้ไผ่ พอต้นข้าวเจริญเติบโตสูงขึ้น ก็ส่งไปอวดข้าศึก เพื่อที่จะให้ข้าศึก รู้ว่า ในเมืองนี้ไม่มีวันอดข้าดอก ข้าศึกเมื่อเห็นว่า ล้อมไว้ก็ไม่สามารถเอาชนะได้ เพราะราษฎรไม่อดอยาก จึงได้เลิกทัพกลับไป"

เมื่อมีการทำนาที่ท้องสนามหลวงดังกล่าว พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดฯ ให้สร้างพลับพลาที่ประทับทอดพระเนตรการทำนา ที่ท้องสนามหลวง ทางด้านทิศตะวันตก ใกล้พระบรมมหาราชวัง แต่พลับพลาดังกล่าว เมื่อแรกสร้าง จะเป็นไม้ หรือก่ออิฐถือปูน อย่างไรก็ไม่ปรากฏชัด

รัชกาลที่ 4 ก็ยังใช้สนามหลวง เป็นที่ทำนาหลวง เหมือนอย่างในรัชกาลที่ 3 ตามเดิม แต่พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรังเกียจที่ราษฎร เรียกสนามหลวงว่า "ทุ่งพระเมรุ" พระองค์ จึงโปรดฯ ให้มีประกาศเรียกว่า "ท้องสนามหลวง" ตามประกาศ ดังนี้

"ที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้น คนอ้างการซึ่งนาน ๆ มีครั้งหนึ่งแล เป็นการอวมงคล มาเรียกเป็นชื่อตำบลว่า "ทุ่งพระเมรุ" นั้น หาชอบไม่ ตั้งแต่นี้สืบไป ที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้น ให้เรียกว่า "ท้องสนามหลวง" ถ้าผู้ที่ยังมิได้รู้หมาย ประกาศนี้ หรือได้รู้แล้ว แต่หลงลืมไป ยังเรียกว่าทุ่งพระเมรุอยู่ตามเคย เรียกมา แต่ก่อน ถ้ากรมพระตำรวจ หรือกรมพระนครบาล ผู้หนึ่งผู้ใด จับกุมผู้ที่เรียกพลั้ง เรียกผิดนั้น มาปรับไหมเอาเงินทอง ก็ให้ผู้ต้องจับนั้น มาร้องฟ้องตามกระทรวง ถ้าชำระได้ความจริง โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ไหมผู้จับทวีคูณ ให้แก่ผู้ต้องจับนั้น"


งานพระเมรุ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว งานพระเมรุ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

ในรัชกาลนี้ ปรากฏว่า พลับพลาทอดพระเนตรการทำนา ที่ท้องสนาหลวง มีกำแพงแก้วล้อมรอบ มีหอพระสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปในพระราชพิธี พืชมงคล มีหอสำหรับดักลม มีโรงละครสำหรับเล่นบวงสรวง และบนกำแพงแก้ว มีพลับพลาโถงสำหรับทอดพระเนตรในการทำนา ส่วนนอกกำแพงแกล้ว มียุ้งมีฉาง ไว้สำหรับใส่ข้าวหลวง ที่ได้จากการปลูกข้าวเรียงเป็นลำดับ

ความจริง ท้องสนามหลวงสมัยโน้น ก่อนรัชกาลที่ 5 ไม่กว้างขวางใหญ่โต เหมือนอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน คือทางด้านเหนือมีเพียงแค่ถนนพระจันทร์ (ถนนผ่ากางท้องสนามหลวงในเวลานี้) ส่วนเหนือขึ้นไปเป็นพระราชวังบวร ครั้นถึงรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดฯ ให้รื้อกำแพง ป้อมปราการของวังหน้าทางด้านทิศตะวันออก ที่ไม่สำคัญลง คงไว้แต่ที่สำคัญ ๆ ท้องสนามหลวง จึงได้มีเนื้อที่เพิ่มขึ้นมาอีกถึงเท่าตัว และโปรดฯ ให้ปลูกต้นมะขามไว้รอบท้องสนามหลวง เพื่อให้เกิดความร่มเย็น เหมือนอย่างถนน ในต่างประเทศ ซึ่งพระองค์ได้เสด็จประพาสทอดพระเนตรมา

นอกจากนั้น พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังโปรดฯ ให้รื้อพลับพลา สำหรับทำพิธีพืชมงคล และพระราชพิธีพิรุณศาสตร์ในท้องสนามหลวงด้วย ทั้งนี้ เพราะหมดความจำเป็น ที่จะทำนาเหมือนอย่างในรัชกาลก่อน ๆ เสียแล้ว

เมื่อคราวฉลองพระนครครบรอง 100 ปี ใน พ.ศ. 2425 (จุลศักราช 1244) ในรัชกาลที่ 5 ก็ได้ท้องสนามหลวง เป็นที่ตั้งกระบวนแห่พยุหยาตรา อย่างใหญ่ มีทั้งกระบวนช้าง กระบวนม้า และกระบวนเท้า ส่วนรอบท้องสนามหลวง ก็ปลูกโรงไทยทาน สำหรับเลี้ยงพระเลี้ยงไพร่ตลอดงาน นอกจากนั้น ยังจัดให้มี "นาเชนนัล เอกซฮิบิเซน" คือ การแสดงสินค้าที่ผลิตได้ในเมืองไทย ให้ราษฎรได้ชมเป็นเวลาถึง 3 เดือนอีกด้วย

หลังจากที่พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจาอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน กลับจากประพาสยุโรป ครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2440 (ร.ศ. 116) ก็ได้มีพวกข้าราชการ ฯลฯ มาเฝ้าถวายความจงรักภักดีเป็นการรับเสด็จ ณ บริเวณท้องสนามหลวง เป็นหลายครั้ง คือพวกนักเรียนในกรุงเทพฯ เฝ้าเมื่อวันที่ 11 มกราคม ข้าราชการจีน และพ่อค้าจีนเฝ้า เมื่อวันที่ 19 มกราคม ข้าราชการในพระองค์เฝ้า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พวกสตรีสโมสรเฝ้า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ และสมาชิก เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า จำพวกนอกพระบรมมหาราชวังเฝ้า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพนธ์ เป็นต้น

อนึ่ง เมื่อ พ.ศ. 2446 (ร.ศ. 122) ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระชนมพรรษา 50 พรรษา พระองค์ก็ได้ทรงจัดให้มี พระราชกุศลนักขัตฤกษ์ เนื่องในการเฉลิมพระชนมพรรษา ณ บริเวณท้องสนามหลวง ด้วยส่วนหนึ่ง โดยพระองค์และมกุฏราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินประทับ ณ พลับพลา ให้ประชาชนทั้งผู้ใหญ่และเด็ด เข้าเฝ้าถวายพระพร เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน


งานพระเมรุ สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ อีกด้านหนึ่ง ของงานพระเมรุ สมเด็จพระศรีพัชรินทร์ทรา บรมราชินีนาถ

งานใหญ่ ๆ ที่สนุกสนานมากซึ่งจัดที่ท้องสนามหลวง ในรัชกาลที่ 5 ยังมีอีก 2 งาน คือ การดัดแปลงท้องสนามหลวง ให้เป็นบ้านเมือง และเป็นป่า เพื่อเล่นโขนกลางแปลง รับเสด็จพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน กลับจากประพาสยุโรปครั้งแรก เมื่อ ร.ศ. 116 กับงานสงคราม บุปผาชาติแต่งแฟนซี และตกแต่งรถจักรยานสองล้อด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ แล้วขี่ข้างปากัน ด้วยกระดาษลูกปา และกระดาษสายรุ้ง ซึ่งพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงจัดรับเสด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ที่ทรงศึกษาวิชาการทหารอยู่ ณ ประเทศรัสเซีย เสด็จกลับประเทศไทยชั่วคราว เมื่อ พ.ศ. 2442

อนึ่ง สนามหลวง ได้เป็นสนามเล่นว่าวมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 4 แล้วด้วย ดังจะเห็นได้จากในประกาศให้คนเล่นว่าวระวังสายป่าน ซึ่งประกาศ เมื่อวันจันทร์ เดือน 5 ขึ้น 2 ค่ำ ปีเถาะ สัปตศก จุลศักราช 1217 ใจความว่า

"พระยาเพ็ชปาณี รับพระบรมราชโองการใส่เกล้าฯ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ สั่งว่า ให้นายอำเภอป่าวร้องประกาศข้าราชการ และราษฎร ที่เป็นนักเลงเล่นว่าว เอาว่าวขึ้น ก็ให้เล่นแต่ตามท้องสนามหลวง แถบที่ว่างเปล่า ไม่ห้ามปรามดอก ให้เล่นเถิด แต่อย่าให้สายป่านว่าวไปถูกเกี่ยวข้องพระมหาปราสาท พระที่นั่งสุทไธสวรรค์ ช่อฟ้าใบระกา พระมหามรเทียร พระที่นั่ง ในพระบรมมหาราชวัง พระบวรมหาราชวัง แลช่อฟ้าใบระกา วัดวาอาราม ให้หักพังได้ ถ้าผู้ใดชักว่าวไม่ระวัง ให้สายป่านพาดไปถูกต้องของหลวง แลวัดวาอาราม ให้หักพังยับเยินสืบไป จะเอาตัวเจ้าของว่าวเป็นโทษตามรับสั่ง"



อ่านต่อด้านบนขวา